หน้าแรก สมาชิก รายการวัตถุมงคล ตะกร้าวัตถุมงคล วิธีชำระวัตถุมงคล วิธีบูชาวัตถุมงคล ประวัติวัด ติดต่อวัด เว็บบอร์ด
สมาชิก Log in
อีเมล์
รหัสผ่าน
สมัครสมาชิกใหม่
ลืมรหัสผ่าน
















ค้นหาวัตถุมงคล
 
 
 
หมวดวัตถุมงคล
  เครื่องราง พระอาจารย์ป้อม
  พระเครื่อง พระอาจารย์ป้อม
  พระเครื่อง หลวงพ่อสวัสดิ์
  พระเครื่อง หลวงปู่พิมพ์มาลัย
  พระเครื่อง หลวงพ่อสง่า
วัตถุมงคลของคุณ
รหัสวัตถุมงคล ราคา จำนวน
ยังไม่มีวัตถุมงคลอยู่ในตะกร้า
  • ชำระค่าวัตถุมงคล
  • แก้ไขรายการวัตถุมงคล
  • วิธีสั่งบูชาวัตถุมงคล
  •  

    เที่ยวทั่วไทย-ถนนบางขุนเทียน - ชายทะเล
    ถนนบางขุนเทียน - ชายทะเล

                 ผมต้องขอประชาสัมพันธ์ตัวเองสักครั้ง  ก็คงจะเป็นเพราะผลงานที่ผมเขียนหนังสือนี่แหละ ทำให้มีผู้มาเชิญผมไปพูดทางวิทยุ เขาจะเรียกว่าอะไรก็เรียกกับเขาไม่ค่อยจะถูก เอาเป็นว่าไปพูดวิทยุกระจายเสียงของสถานีวิทยุ ๑ ปณ.เอฟ.เอ็ม. ๙๘.๕ ทุกเช้าวันเสาร์ เวลา ๐๗.๓๐ - ๐๘.๐๐ เรียกว่าพอฟังผมจบก็ไปฟังท่านนายกรัฐมนตรีพูดต่อได้เลย "โก้พิลึก" รายการที่พูดก็คือ เที่ยวไป กินไป ซึ่งผมได้บัญญัติศัพท์นี้ไว้ร่วมกับบรรณาธิการต่วยตูนคือ บก. ฯ สส. ผมเติมให้เองว่า มีคำว่า สส.พ่วงท้ายด้วย ย่อมาจาก สูงสุด เขียนกันมาตั้งแต่เดือน กรกฎาคม ๒๕๒๐ เรื่องแรกของผมคือเรื่องหอย และเขียนติดต่อกันมาจนบัดนี้ และในเวลานี้บางกอกรายสัปดาห์ก็เขียนมาได้ ๒ ปี เศษแล้ว ดีใจที่มีท่านผู้อ่านชอบอ่านกัน ทราบได้จากการที่บอกบุญทอดผ้าป่า ซึ่งปกติผมจะบอกไว้ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ในคอลัมน์เที่ยวไป กินไป ของผม วันอาทิตย์ หน้า ๖ ปีนี้ขอรบกวนท่าน บก.ฯ บางกอก ขอนำลงในบางกอกด้วย มีท่านผู้อ่านที่มีศรัทธาส่งปัจจัยมาร่วมทำบุญด้วยมากมาย และที่ทราบว่ามาจากบางกอกเพราะผมลงในบางกอกก่อนฉบับอื่น ๆ และผมเขียนต้นฉบับวันนี้ผมเขียนก่อนวันทอดผ้าป่าที่เขาค้อ คือก่อน ๒๖กันยายน ๒๕๔๗ จึงยังไม่ทราบผลการทอดผ้าป่าครับ แต่เชื่อว่าปีนี้ซึ่งเป็นปีที่สองที่ผมไปทอดเผ้าป่าที่วัดวิชมัย เพื่อหาปัจจัยไปบำรุงวัดที่พระดี วัดดี ยากจน เติมคำว่ามาก ๆ ลงไปด้วย เจ้าอาวาสจบถึงชั้นปริญญาโท จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นนักเรียนเซ็นคาเบรียล มีเพื่อที่เป็นนักการเมืองใหญ่มาก แต่เขาไม่มาทำบุญทอดกฐินให้ท่าน ทั้ง ๆ ที่เพื่อนคนอื่นที่รุ่นเดียวกัน ขอให้เขามาเป็นประธานเขายังไม่ยอม แต่ผมพาท่านผู้อ่านไปทำบุญกัน ช่วยกัน วัดดี พระดี หายากครับ มีแต่วัดหาเงิน วัดวิชมัย เป็นวัดธรรมยุติ วัดที่สมเด็จพระสังฆราช โปรดให้ตั้งเพื่อช่วยชาวเขาค้อ พื้นที่ที่เป็นยุทธภูมิเลือดในอดีต หากพระไม่แน่จริงก็คงจะอยู่ไม่ได้ ผมจึงทอดผ้าป่า เพื่อสร้างศาลสมเด็จพระนเรศวรมหารราช และศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สองพระองค์จะประทับคู่กัน และศาลสมเด็จพระปิยมหาราช กับศาลเทพฝ่ายจีน ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ผู้ที่มีศรัทธา และประสบความสำเร็จในการมาขอพรจาก พระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก ที่สร้างอยู่ติดกับวัดวิชมัยปุญญาราม และอยู่ในความดูแล รับผิดชอบของวัด วัดที่สำนักพระพุทธศาสนาไม่ออกคำสั่งตั้งให้สักที เลยไม่มีเงินรายปีมาบำรุงวัด พระบรมธาตุของพระมหาธาตุเจดีย์องค์นี้ ได้รับพระราชทานมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงมีความศักดิ์สิทธิสูงมาก และเป็นพระบรมธาตุแท้แน่นอน เมื่อมาบนบานกันจึงประสบความสำเร็จ นำเอาอะไรต่ออะไรมาถวายไว้ในห้องใต้พระมหาธาตุจนเต็มไปหมด ผมซึ่งเป็นผู้เสนอแนะให้มีการสร้าง และเป็นหัวหน้าคณะทำงานในการเริ่มงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๔ จึงเห็นพ้องต้องกันกับเจ้าอาวาสว่า เราต้องสร้างศาลอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่นี้ ออกจากฐานองค์พระธาตุไปไว้ต่างหากใกล้ ๆ กัน และในปี ๒๕๔๖ ผมก็เริ่มทอดผ้าป่าเป็นการทอดผ้าป่า "ผ่านสื่อ" และปีนี้เป็นปีที่ ๘ เชื่อว่าคงสำเร็จตามความมุ่งหมายที่ตั้งเอาไว้คือสร้างศาล ๒ มหาราช ศาลพระปิยมหาราชและศาลเทพฝ่ายจีน
                ประชาสัมพันธ์เรื่องที่ ๒ คือ ผมเป็นดารา ที.วี.ไปแล้ว (ไม่มีใครเขาตั้งนอกจากแม่ค้าที่มหาชัย ผมเรียกตัวของผมเองให้โก้ ๆ เล่น หรือให้คนขี้อิจฉาเขม่นเล่น) คือหลังจากพูดวิทยุไปไม่กี่เสาร์ ก็มีผู้มาเชิญไปทำรายการ ที.วี. เที่ยวไปกินไป อีก ผมเห็นว่าเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ไม่ได้เสียเกียรติอะไร ช่วยให้ผมมีงานทำเพิ่มขึ้น มาจากงานเดินทางเพื่อหาวัตถุดิบมาเขียนหนังสือ คนสูงอายุหรือพวกอดีตข้าราชการนั้นหากปลดเกษียณอายุราชการแล้ว ไปตั้งหน้าเลี้ยงหลาน และก็อายุไม่ยืนหรอกผมจะบอกให้และติดหลาน ไม่ใช่หลานติด เลยไม่ค่อยได้ไปไหนกัน ผมก็มีหลาน รักหลาน แต่ผมไม่เลี้ยงหลาน ทั้งผมและเลขา ฯ ของผม เรามีงานทำ ตอนนี้เลยได้งานเที่ยวไป กินไป ใน ที.วี.มาอีกงานหนึ่ง หลังจากที่พูดวิทยุมาตั้งแต่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๗ ก็มาเริ่มออกทาง ที.วี. เมื่อวันศุกร์ ๓ กันยายน ๒๕๔๗ ระยะแรกนี้เขาให้จัดรายการผ่านทาง "ยู บี ซี ช่อง ๙" ไปก่อนจนกว่าจะมีช่องที่รับได้เป็นสากลทั่วไป เช่น ๓,๕,๗,๙ เป็นต้น แต่รายการแปลกหน่อย ที่ผมเป็นหมดทุกอย่างเว้นการถ่ายทำในตอนใหม่ ๆ นี้ ต่อไปผมชำนาญเข้าจะถ่ายทำเอง เพราะกองถ่ายที่มีเจ้าหน้าที่ตั้ง ๕ - ๖ คน คงจะตามผมไปตระเวนทั่วประเทศไม่ไหว ค่าใช้จ่ายจะสูงมาก แต่หากผมถ่ายทำเองได้ ผมก็ให้เลขา ฯ ถ่ายตัวผมในตอนต้น ต่อจากนั้นผมก็ถ่ายเอง บรรยายเอง เวลานี้ผมเตรียมงานเอง สคริปไม่ต้องมี ผมบอกเอาก่อนถ่ายสัก ๒ - ๓ นาที ว่าเริ่มตรงไหน อย่างไร เขาถ่ายตัวผมก่อน ผมก็พูดบรรยายเริ่มต้น ต่อจากนั้นก็ถ่ายสถานที่พามาเที่ยว แล้วถ่ายอาหาร แต่จะไม่ชิมให้ดู อร่อยก็บอกว่าอร่อย ไม่อร่อยก็ไม่เอาร้านอาหารมาลง เพราะการชิม เคี้ยวไปพูดไปนั้นไม่ใช่ภาพที่น่าชม และผมเชื่อว่าท่านผู้อ่าน ท่านผู้ชมเชื่อในเกียรติของผมอยู่แล้วว่า ร้านอาหารที่พาไปชิมนั้นอาจจะไม่อร่อยที่สุดในย่านนั้น ในเมืองนั้น แต่ใช้คำว่าอร่อยได้ และผมไม่เคยไปรับเงินจากร้านอาหารร้านไหนเลย "แม้แต่บาทเดียว" ท่านอาจจะสอบถามได้จากร้านอาหารทุกร้านที่ชวนชิม หรือที่มีป้ายรับรองความอร่อยของ "บางกอก" ซึ่งร้านอาหารส่วนใหญ่ไม่รู้จักตัวผม เพราะไปกินผมจ่ายเงิน ถ่ายภาพเอง อร่อยก็เอามาเขียน ไม่อร่อยก็จบกันไป ไม่มีข้อผูกพัน ร้านอาหารโดยมากจะมารู้จักผมภายหลัง หรือตอนทอดผ้าป่านี่แหละสำคัญ ร้านไหนที่ยังติดตามงานเขียนของผมอยู่ พอเขาทราบว่าผมจะทอดผ้าป่าเขาก็ส่งปัจจัยมาร่วมด้วย คือเงินที่ผมได้รับ และร้านไหนส่งมาทำบุญแล้ว มักจะส่งมาทุกปี เพราะเราบอกว่าเขาเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นกว่าเดิมทุกปีไป และต่อมาร้านอาหารที่เจริญรุ่งเรืองเหล่านี้ ก็ยังนำอาหารไปช่วยเลี้ยงผู้ที่มาในวันทอดผ้าป่าอีกด้วย  ปีนี้คงจะมีมากกว่าปีที่แล้ว ก็ขอให้ได้รับบุญกุศลโดยทั่วกัน ช่วยกันบำรุงพระพุทธศาสนาไว้เถิด จะได้เป็นขวัญและกำลังใจ เป็นที่พึ่งของเรา พระพุทธศาสนานั้นเพียงแต่เรารับพระธรรม คือรับศีล ๕ ให้ได้ รักษาไว้ให้ได้เราก็เจริญแล้ว ซึ่งจะเห็นว่า ศีลข้อห้ามดื่มสุราอยู่ข้อสุดท้าย คือสำคัญกว่าเพื่อน พอสุราเข้าปาก (ผมก็ชอบ แต่ไม่พร่ำเพรื่อ) ก็จะตามมาด้วย มุสา คือ โกหก แล้วต่อไปที่กาม หมดเงินเข้าก็ขโมย หมดหนัก หรือเมาหนัก ก็เลยเกิดาการ ปานา คือฆ่าเสียเลย ๕ ข้อคลุมหมด รักษาได้แค่ศีล ๕ เหลือเฟือแล้ว และไม่ต้องไปเคร่งครัดครบทั้ง ๕ ประการตลอดเวลา ทำยาก ผมก็ทำไม่ได้ เช่นจะห้ามดื่มสุราตลอดกาล ผมยังเป็นมนุษย์ที่อยู่ในสังคม ยังมีจิตใจสนุกสนานอยู่ ต้องมีบ้างแต่จะไม่ข้ามไปอีก ๓ ข้อ เอาแค่ศีลขาดสัก ๒ ข้อ คือ สุรากับมุสา ซึ่งคู่กัน ผมประชาสัมพันธ์เรื่อยเปื่อยมายาวพอสมควรแล้ว ไปบางขุนเทียนเสียที
                ต้องบอกเล่าไว้อีกว่าผมจะพาไปบางขุนเทียน ซึ่งมีถนนพระราม ๒ ไปยังชายทะเลบางขุนเทียน ซึ่งทะเลในท้องที่เขตบางขุนเทียนนั้นเป็นทะเลกรุงเทพ ฯ เพียงแห่งเดียว และนามสกุลของผมนั้น เริ่มต้นจากบางขุนเทียน คือทวดของผมท่านเป็นแพทย์ประจำตำบล ท่านชื่อ "หมอโพธิ์" เป็นแพทย์ประจำตำบล "คุ้งเผาถ่าน" ซึ่งเมื่อก่อนผมจะไปบ้านปู่ (ทวดผมเกิดไม่ทัน) ต้องไปทางเรือ ตามคลองบางหลวงแล้วแยกเข้าคลองบางขุนเทียนอีกแล้ว เมื่อมีนามสกุลในรัชกาลที่ ๖ ทวดของผม ท่านเป็นแพทย์ชื่อ โพธิ์ ท่านเลยตั้งนามสกุลของท่านว่า โพธิแพทย์ บุตรของท่านคือ "ปู่" ของผมก็เป็นแพทย์ประจำตำบลคุ้งเผาถ่าน บ้านท่านอยู่ตรงข้ามกับวัดใหม่ยายนุ้ย พอมาถึงชั้นบุตรของท่าน คือลุงของผมก็เป็นแพทย์อีกแต่แพทย์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แต่บิดาของผมเป็นทหารบกแล้วมาเป็นทหารอากาศยุคแรก ๆ ที่ตั้งกองทัพอากาศ ทีนี้มาถึงรุ่นผมก็เป็นทหารกันถึง ๔ คน ได้เป็น พลเอก พลอากาศเอก พลอากาศตรี และพันเอก (คนนี้ยังเติบโตได้อีก) มาชั้นลูกของผมก็เป็นทหาร ๑ คน จะพูดถึงบางขุนเทียนนิดเดียวเลยยาวมาค่อนตระกูล ตระกูลหมอชาวบ้าน ชาวสวนบางขุนเทียน และทหารอาชีพ
                ไปถนนบางขุนเทียน ไปตามทางด่วนข้ามสะพานพระราม ๙ ลงถนนพระราม ๒ ถนนที่ผมเคยตั้งชื่อไว้ว่า ถนนล้านปี เพราะสร้างมาตั้งแต่ผมเป็นพันเอก ย้ายไปอยู่ภาคใต้ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๒๓ จนบัดนี้ก็ยังไม่เรียบร้อยไม่เชื่อท่านไปดูได้เลย เลยตั้งชื่อให้ว่าล้านปี ความจริงคือ ถนนพระราม ๒ และพอเลยสมุทรสาครไปแล้วคือ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๕ เมื่อลงถนนพระราม ๒ ไปแล้วจะเริ่มมองพบป้าย วัดหัวกระบือ ให้สังเกตพอวิ่งผ่านบิ๊กซี และเซ็นทรัล ลาดพร้าว พระราม ๒ ไป ก็เข้าทางคู่ขนานไปหน่อยเดียวจะพบทางแยกซ้าย มีป้ายยกไว้ปากทางหลายป้าย ป้ายหนึ่งคือ ถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล อีกป้ายวัดหัวกระบือ และป้ายร้านอาหารเต็มไปหมด เว้นร้านที่ผมจะพาไปชิมวันนี้ไม่มีป้ายบอกกับเขา แต่พอวิ่งไปสัก ๖ กม. จะเริ่มมีป้าย
                ให้เลี้ยวซ้ายเข้าถนน บางขุนเทียน ซึ่งผมเขียนถึงถนนสายนี้ไว้ เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๓ มีร้านอาหารอยู่ ๓ ร้าน ต่อมา พ.ศ.๒๕๔๕ ได้เขียนอีก คราวนี้ร้านอาหารมีสัก ๒๐ ร้าน พอมาปีนี้ ๒๕๔๗ ไปสำรวจเขียนใหม่มีสัก ๓๐ ร้าน และสะพานข้ามคลองสำคัญเสร็จ ถนนไปเชื่อมต่อกับเส้นทางไปมหาชัย ไปศาลพันท้ายนรสิงห์ได้ ร้านอาหารเพิ่มขึ้นมาสัก ๕๐ ร้าน คงจะได้ แต่ได้ชิมไม่กี่ร้าน
                ถนนบางขุนเทียนนี้มีซอยแยกออกไปทั้งซ้ายและขวาของถนน ซอยทางซ้ายเป็นเลขคี่ ชื่อซอยเทียนทะเล ส่วนทางขวาเป็นเลขคู่ เทียนทะเลเหมือนกัน
       แหล่งเที่ยว
                เริ่มต้นจากเทียนทะเล ๑๙ อยู่ทางซ้ายมือ เลี้ยวซ้ายเข้าไป ๒.๕ กม. จะชนวัดหัวกระบือ หรือบางคนก็ดัดจริตเรียกว่า วัดศีรษะกระบือ ขออภัยที่ไปว่าเขา เพราะบางทีก็หมั่นไส้เอาง่าย ๆ กับคนที่เรียก เท้าหมูแทนที่จะเรียกคากิ ซึ่งก็ยังไม่สะใจ จะเรียกให้อร่อย สะใจต้องเรียกว่า เอาอุ้งตีนหมูมาจานหนึ่งอย่างนี้สะใจ หรือจะลองไปสั่ง รถเข็นในซอยถนนมังกรข้างวัดเล่งเน่ยยี่ดูก็ได้ รถเข็นขาหมู เฮียโอ หรือ โอว ติดชื่อผมไว้ข้าง ๆ รถเข็นนั้นแหละ
                วัดหัวกระบือ มีประวัติว่าสร้างมานานร่วมสามร้อยปีแล้ว สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ในอุโบสถ คือ หลวงพ่อโต หรือทางวัดบอกว่า ซำปอกง ตำนานบอกว่า ทรพี รบกับพาลีผู้เป็นบิดา โดยไม่รู้ว่าเป็นบิดา เมื่อฆ่าพญาพาลีตายแล้วก็ตัดหัวพญาพาลีขว้างไป ขว้างไปอินเดียมาตกเอาบางขุนเทียนเลยเรียกว่า หัวกระบือ ส่วนวัดมาสร้างตอนสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายเลยเรียกว่า วัดหัวกระบือ มีสระอโนนาดที่วางบาตร์เอาไว้ให้โยนเงินสะเดาะห์เคราะห์ไป ให้หมดทุกข์ ให้ร่ำรวยทำนองนี้ มีศาลาหน้าอุโบสถ ซึ่งเป็นอุโบสถขนาดเล็ก จึงต้องสร้างศาลเอาไว้ให้มาจุดธูปเทียนกัน มีหลวงพ่อโตาจำลองเอาไว้ในศาลา
                มีพิพิธภัณฑ์รถโบราณ ซึ่งหลวงพ่อเจ้าอาวาสชอบสะสมรถโบราณ ใครชอบรถไปชมได้มีหลาบสิบคัน
                มีกองหัวกระบือหลายพันหัว กำลังหาให้ได้สักหมื่นหัว จะสร้างเจดีย์หัวกระบือ คงให้เหมือนเจดีย์หอย
                มีศาลเก๋งจีน ด้านหลังอุโบสถมีเจ้าแม่กวนอิม
                มีฆ้องใหญ่มหึมา สร้างไว้ด้านหลังของอุโบสถ และมีวัว ควาย ที่เขาจะเอาไปฆ่าให้ทำบุญถ่ายชีวิต
                เทียนทะเล ๒๖ อยู่ทางขวามือ มีเอกชนสร้างเรือหลวงพระร่วงจำลอง อยู่บนบกและสร้างศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดื์ไว้บนเรือหลวงพระร่วงจำลอง เป็นของเอกชนจึงเข้าไปถ่ายภาพข้างในไม่ได้

                วิ่งต่อไปจนถึง กม.๘ ทางซ้ายมือน่าจะเป็นเพราะผมเขียนไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๕ ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ อาจเป็นได้ว่าผมลงเรือไปเที่ยวทะเลกรุงเทพ ฯ มา ตอนนั้นผมไปชิมอาหาร ร้าน ๑ ใน ๓ ของย่านนี้ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๓ เดี๋ยวนี้คนแน่น ผมเลยหาร้านใหม่ที่อร่อยทัดเทียมกันและบรรยากาศต้องแจ่มแจ๋ว วันนี้ผมลงเรือเช่าเหมาลำไปเที่ยวทะเลกรุงเทพ ฯ
                เดี๋ยวนี้ที่ กม.๘ เป็น "แหล่งรวมบางขุนเทียน" มีร้านอาหาร อาหารทะเล มีแผงขายอาหารทะเลสด กุ้ง หอย ปู ปลา อยู่ตรงข้ามแหล่งรวมบางขุนเทียน ในแหล่งรวม ฯ ก็มีตลาดอาหารทะเลสด มีขนมแห้ง ๆ ที่สำคัญสำหรับคุณที่นิยมแฟชั่นทั้งหลาย เขามีแฟชั่นแฟคตอรี่ เอาท์เลท ขายลดราคาตั้งแต่ ๒๐ - ๗๐  อยู่ทางซ้ายมือของแหล่ง จะเอาแฟชั่นของใคร ปิแอร์ การ์แดง ฮารด์ซารด์ อเลนเดอลองยังมีเลย คาเมล อีกหลายแบรนเนม หลุดเข้าไปชมเสียเงินแน่นอน และขอยกย่องที่สุขาที่ตรงจุดแฟชั่นนี้ สะอาดมากและเป็นสากล อนุเคาระห์แก่คนสูงชรา คนอ้วน คนพิการ และชาวต่างประเทศ ขอให้แหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศไทยเป็นอย่างนี้ด้วยเถิด
                ที่ริมน้ำขุดลอกเป็นสระใหญ่ มีท่าเรือ มีเรือพาเที่ยวทะเลกรุงเทพ ฯ คนละ ๗๐ บาท มีเฉพาะวันหยุดเท่านั้น เริ่มตั้งแต่ ๑๑.๐๐ วันราชการไม่มี เรือจุได้หลายคน มีหลังคา มีชูชีพให้สวมใส่ เรือจะพาแล่นไปตามคลองที่มองไปสองข้างทางจะเป็นน้ำเจิ่งนองคือน้ำทะเลทั้งสิ้น ซึ่งแผ่นดินเหล่านี้เมื่อก่อนไม่ได้ยุบตัวต่ำเช่นนี้ แต่ไม่ทราบว่ายุบตัวลงมาจนกลายเป็นทะเลไปแล้วตั้งแต่เมื่อใด เรือจะพาไปตามคลองที่ออกสู่อ่าวไทย ผ่านบ้านเรือนชุมชนที่ใช้ชีวิตอยู่ริมคลอง และส่วนใหญ่คือชาวประมง บ้านบางหลังเคยอยยู่บนบกตอนนี้ตั้งอย่างสง่างามอยู่ในน้ำ ไปไหนต้องไปทางเรือ ผ่านบ่อเลี้ยงปู ซึ่งเขาบอกว่าปูทะเลนั้นต้องเป็นปู ๓ สมุทร คือ สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม ส่วนลูกปูเขาสั่งมาจากพม่า เพราะปู ๓ สมุทร ตามธรรมชาตินั้นโตไม่ทันไข่ ออกลูกถูกจับกินก่อน นั่งเรือไปจนออกปากอ่าววไทย ซึ่งกลายเป็นทะเลไปหมดแล้วทั้งสองฟากคลองชายทะเลตม ยาวประมาณ ๕ กม. ผมไม่ทราบว่าเรือที่พาไปชมจบแค่ไหน เพราะยังไม่ได้ลองไปกับเขาสักที แต่พอถึงปากอ่าวหรือปากคลองทางขวาจะเห็นหลักปักเขตอยู่กลางน้ำ เดิมอยู่บนบก เป็นหลักปันแบ่งเขตระหว่างจังหวัดสมุทรปราการกับกรุงเทพ ฯ หากเลี้ยวขวาตรงหลักนี้วิ่งไปอีกสัก ๒๐ นาที จะเป็นป่าแสมลิงแสมฝูงสุดท้ายอยู่แถวนี้ ขอให้เอาอาหารลิงไปเลี้ยงลิงด้วย คงจะซื้อได้แถว ๆ แหล่งรวมบางขุนเทียน เพราะเขายกป้ายไว้ว่าให้เลี้ยงอาหารลิง
                กลับจากเที่ยวทางเรือ ในทะเลกรุงเทพ ฯ หากไปต่อจนถึงซอยเทียนทะเล ๒๕ ประมาณ กม.๑๐ ก็จะมีทางแยกซ้ายเข้าซอยเทียนทะเล ๒๕ ประมาณ กม.๑๐ ก็จะมีทางแยกซ้ายเข้าซอยเทียนทะเล ๒๕ ไปยังวัดลูกวัว และเป็นทางเข้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ฯ
                ร้านอาหารอยู่ริมถนนบางขุนเทียน - ทะเลกรุงเทพ ฯ ประมาณ กม.๙,๒๐๐  ร้านตั้งอยู่ในน้ำ ที่เป็นน้ำกร่อย ทางขวาของถนน อาหารอร่อย ถ้าจะชมความงามของร้าน (รอให้อิ่มเสียก่อนแหละดี) ออกมานอกร้านขับรถเลยหน้าร้านไปสัก ๓๐ เมตร แล้วมองกลับมาดูร้านจะสวยมาก เพราะมีบ่อน้ำหรือทะเลสาปน้อย ๆ ในพื้นที่ประมาณ ๕๐ ไร่ ส่วนพื้นที่ร้านนั้นปลูกลงไปในน้ำเป็นศาลา มีทั้งที่มีหลังคาและเป็นระเบียงริมน้ำ ศาลาสีเขียวสด ดูแล้วสวยดี ที่จอดรถกว้างขวาง สุขามีมาก สะอาดมาก เป็นสากล เมื่อเข้าไปในร้านจะเดินผ่านตู้เลี้ยงปลา ซึ่งอาหารทะเลเหล่านี้เราไปชี้เขาเมื่อไรก็กลายเป็นอาหารของเรา แต่ไม่ต้องไปชี้ให้เสียเวลา รีบไปหาที่นั่งแล้วสั่งเอาเร็วกว่า เพราะอาหารทะเลของเขาสด ๆ แทบทั้งสิ้น
                ที่นั่งของร้าน หากเป็นมื้อเย็นและก็นั่งที่ระเบียงที่ผมบอกว่าชายน้ำไม่มีหลังคาเป็นสบายที่สุด และที่ระเบียงชายน้ำนี้เขาสร้างบ่อซีเมนต์ขนาดใหญ่มากเอาไว้ และปล่อยน้ำจืดลงไป มีการระบายอากาศตลอดเวลา ปล่อยปลาที่นำมาจากต่างประเทศบางพันธุ์ เขาบอกว่าเวลามันหิวจัดกินเสีอดาวหรือกินลิงทั้งตัวได้ด้วยวิธีอ้าปากแล้วดูดเข้าไปเลย เขาเล่าให้ผมฟังตอนกลางคืน ลุกไปชมตัวปลาเห็นแต่ว่าโตมาก แต่เขาบอกว่าขนาดนี้ไม่ใหญ่พอจะกินลิงได้ แต่ก็ยาวเป็นวา และปลาที่ออกไข่เป็น "ไข่ปลาคาเวียร์" ซึ่งไข่ปลาคาเวียร์นั้นไม่ได้ไข่จากปลาที่ชื่อคาเวียร์ ชื่ออะไรผมจำไม่ได้แล้ว ชื่อยาว ๆ เห็นในรายการ ที.วี.ก็เคยเห็น ตัวที่เขาเลี้ยงยังไม่ยาวถึงขั้นออกไข่ และอีกหลายปลาล้วนแต่ตัวโตมหึมาทั้งนั้น
                ตอนเดินเข้าร้านจะผ่านตู้ปลาที่เป็นอาหาร ผ่านร้านขนมแห้ง ผ่านร้านผลไม้ ผ่านร้านวุ้น เลยมานิดมีคุณยายอายุ ๗๖ ปี บ้านอยู่แถว ๆ สุขาภิบาลบางกะปี นั่งรถเมล์ขนเครื่องทำขนมโดนัท มาทำขนมโดนัทขาย ตกค่ำนั่งรถเมล์ ๒ ต่อกลับบ้าน ขนมโดนัทของคุณยายมองแล้วมีสีไม่สวยเช่นโดนัทชาเขียว โดนัทช๊อคโกแลท แต่ในความไม่น่ากินนั้น "อร่อยนัก" เจ้าของร้านบอกว่าไม่เก็บค่าที่คุณยายให้ขายตรงนี้ฟรี เพราะเห็นในความเพียรของคุณยายที่เดินทางมาวันละสัก ๑๐๐ กิโลเมตร และตรงทางเข้ามาผมลืมบอกไปว่ามีนักทำขนมเป็นรูปสัตว์ ดอกไม้ ทำจากน้ำตาลหรือซื้อโดนัทคุณยาย ซื้อติดมือไปแล้วสั่งไอศกรีม หรือขนมน้ำแข็งทรงเครื่องหวานเย็นชื่นใจ งามด้วยสีของน้ำหวานที่ราดมาเป็นสีแดงข้างหน้าแล้ว ทับด้วยสีขาวของนมสด น่ากิน ผมเคยตั้งชื่อให้ที่แปดริ้วว่าปังแดง
                สั่งอาหาร มาร้านนี้น่าสั่งหลายอย่างและร้านเขาเป็นคลังปลาบึก สั่งปลาบึกมาจากแม่น้ำโขงและเขื่อนศรีนครินทร์ เป็นปลาบึกตามธรรมชาติ สั่งมาทีละหลายตัน แล้วต้องไปฝากห้องเย็นแช่ไว้ อาหารจากปลาบึกธรรมชาติหนังจะหนา เคี้ยวหนังจะอร่อยสุด ๆ เพราะกรุบ ๆ
                ข้าวสวยร้านนี้เป็นข้าวพิเศษ ไม่มีขายตามท้องตลาด แต่ทางร้านเขาสั่งมาเป็นพิเศษ เป็นข้าวส่งออกไปขายทางตะวันออกกลาง ข้าวจะนุ่ม หมอกรุ่น เลยทีเดียว
                คิดอะไรไม่ออกให้ร้องสั่งปูทะเลไข่หลน - ข้าวตังไว้ก่อน มีแต่ข้าวตังหน้าตั้ง มาที่นี่ ข้าวตังปูไข่หลน
                สั่งเผา มีหลายราคา จะเอากระบะโตขนาดไหนดูจากคนที่ไปก่อน ๒ - ๓ คน สั่งราคา ๖๕๐ บาทก็พอ สูงสุดกระบะใหญ่มากราคาดูเหมือนจะ ๓,๐๐๐ บาท ยังไม่เคยสั่งใหญ่ ๆ อย่างนี้ ชนิดราคา ๖๕๐ บาท เคยสั่งที่พัทยา ราคาหนึ่งพันบาท ที่ร้านนี้อร่อย ถูก ปลาบึก ผัดฉ่า ลวกจิ่ม ฉู่ฉี่
                แกงส้มหน่อไม้ดอง ปูนิ่ม อร่อยไปอีกแบบ หรือจะสั่งปูนิ่มทอดกระเทียมพริกไทย หรือแกงส้มหน่อไม้ดอง ปูทะเลไข่ ซดชื่นใจนัก หรือจะราดช้าวก็วิเศษ
                อาหารง่าย ๆ ทำยาก คือหัวใจกระหล่ำปลี ทอดน้ำปลา เคยกินที่ตราดอร่อยนัก มาที่ร้านนี้สูตรคุณพ่อเขาว่าอย่างนั้น อร่อยพอ ๆ กับที่ตราด
                อาหารของเขามาก ผมไปชิมหลายครั้งแล้วเช่น อาหารจากกุ้งแชบ๊วย กุ้งจัมโบ ปูเนื้อ ปูไข่ ปลาฉลาม จากอ่าวสู่วัง (ประเภทเผา) ออส่วนกระทะร้อน ส้มตำปูม้า ก้ามปูนึ่งซีอิ้ว "ต้มยำปลาม้า" ต้มยำกุ้งน้ำข้น หรือจะลองชิมเนื้อจระเข้ผัดพริกไทยดำ (หากกลัวจระเข้กัดก็เปลี่ยนเป็นกุ้ง) ปลาเก๋านึ่งซีอิ้ว ปลากะพงน้ำปลาเด็ดนัก ฯ แล้วปิดท้ายด้วยไอศกรีมหรือน้ำแข็งทรงเครื่องแล้วงัดเอาโดนัทคุณยายหรือวุ้นคุณเก๋มาแนมไอศกรีมก็เก๋ไปอีกแบบหนึ่ง

    ............................................................


    • Update : 8/7/2554
    © Copyright 2011 www.watnongmuang.com All rights reserved 999arch