หน้าแรก สมาชิก รายการวัตถุมงคล ตะกร้าวัตถุมงคล วิธีชำระวัตถุมงคล วิธีบูชาวัตถุมงคล ประวัติวัด ติดต่อวัด เว็บบอร์ด
สมาชิก Log in
อีเมล์
รหัสผ่าน
สมัครสมาชิกใหม่
ลืมรหัสผ่าน
















ค้นหาวัตถุมงคล
 
 
 
หมวดวัตถุมงคล
  เครื่องราง พระอาจารย์ป้อม
  พระเครื่อง พระอาจารย์ป้อม
  พระเครื่อง หลวงพ่อสวัสดิ์
  พระเครื่อง หลวงปู่พิมพ์มาลัย
  พระเครื่อง หลวงพ่อสง่า
วัตถุมงคลของคุณ
รหัสวัตถุมงคล ราคา จำนวน
ยังไม่มีวัตถุมงคลอยู่ในตะกร้า
  • ชำระค่าวัตถุมงคล
  • แก้ไขรายการวัตถุมงคล
  • วิธีสั่งบูชาวัตถุมงคล
  •  

    เหตุการณ์ ร.ศ.๑๑๒/4
     เวลา ๑๘.๓๐ น. หมู่เรือรบฝรั่งเศสแล่นมาถึงทุ่นดำ ซึ่งเป็นจุดเลี้ยวของร่องน้ำ ป้อมพระจุลจอมเกล้าก็เริ่มยิงด้วยนัดดินเปล่าไม่บรรจุหัวกระสุน จำนวน ๒ นัด เพื่อเป็นสัญญาณเตือนมิให้เรือรบฝรั่งเศสแล่นเข้ามาแต่ไม่ได้ผล เรือรบฝรั่งเศสคงแล่นเรื่อยมาอย่างเดิม จึงได้ยิงโดยบรรจุกระสุนเป็นนัดที่สาม ให้กระสุนตกข้างหน้าเรือเป็นการเตือนอีก แล้วจึงยิงเป็นนัดที่สี่ให้กระสุนตกข้างหน้าเรือเช่นเดียวกัน ในตอนนี้ทางป้อมพระจุลจอมเกล้าสังเกตุเห็นว่า เรือลำหน้าทำท่าจะหยุดและหันกลับออกไป แต่ในไม่ช้าก็เดินมาตามเข็มเดิมอีก พร้อมกับชักธงชาติฝรั่งเศสขึ้นที่ยอดเสาทุกเสา และที่เสาก๊าฟด้วย แล้วได้ทำการยิงมายังป้อม ป้อมจึงยิงเรือรบฝรั่งด้วยปืนทุกกระบอก


    การรบที่ปากน้ำเจ้าพระยา

                รัฐบาลฝรั่งเศสได้แจ้งให้รัฐบาลไทยทราบว่าเรือรบฝรั่งเศสอีกสองลำคือเรือแองคองสตังค์ และเรือโคแมตจะจอดอยู่นอกสันดอน แต่จะด้วยเหตุอันใดไม่เป็นที่ประจักษ์ เรือรบทั้งสองลำดังกล่าวได้แล่นเลยข้ามสันดอนเข้ามา ทำให้เกิดการสู้รบกันที่ปากน้ำเจ้าพระยาเมื่อตอนเย็นวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๓๖ หลักฐานต่าง ๆ เกี่ยวกับตอนนี้ได้มีผู้บันทึกไว้ไม่ตรงกันนักจากหลายฝ่าย ทั้งไทย อังกฤษ และฝรั่งเศส พอประมวลได้ดังนี้
    หลักฐานจากบันทึกประจำวันของผู้บังคับการเรือโคแมต



        วันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๓๖
                เรือแองคองสตังค์ ได้มาถึง..... เรือลำนี้จะนำเราเดินทางไปกรุงเทพ ฯ..... มีเวลาเพียงพรุ่งนี้ตอนเย็นเวลาเดียวเท่านั้นที่จะมีระดับน้ำสูงพอที่จะให้เรือแองคองสตังค์ ซึ่งกินน้ำลึก ๔.๒๐ เมตร ผ่านสันดอนเข้าไปได้..... เรือโคแมตจึงเข้าเทียบรับถ่านมาเสีย ๒๐ ตัน
                เสร็จการขนถ่านแล้วผู้บังคับการเรือทั้งสองลำได้ร่วมกันอ่านโอวาทของผู้บัญชาการกองเรือภาคตะวันออกไกล..... รัฐบาลประสงค์จะบีบบังคับประเทศไทย..... ในเหตุการณ์ทางชายแดนที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ เราจะต้องเดินทางไปจอดที่สมุทรปราการในวันพรุ่งนี้ตอนเย็น โดยอาศัยสิทธิของเราตามสนธิสัญญา เมื่อได้ทำความตกลงกับ ม.ปาวี ราชฑูตฝรั่งเศสประจำราชสำนักกรุงเทพ ฯ แล้ว เราก็จะเดินทางเข้ากรุงเทพ ฯ ในเย็นวันเดียวกัน รุ่งขึ้นวันที่ ๑๔ กรกฎาคม .....จะได้ชักธงราวแต่งเรือในวันชาติ การปรากฏตัวของเรือเราทั้งสามลำ..... คงจะทำให้พระเจ้าแผ่นดินไทยต้องทรงตรึกตรองด้วยดี ในเรื่องเกี่ยวกับการปล่อยตัวร้อยเอกโทเรอซ์ การจ่ายเงินค่าทำขวัญ..... การทำอนุสัญญาเพื่อกำหนดเขตแดนของลาว ญวน และเขมร.....
                หน้าที่เฉพาะหน้าก็คือ..... การกำหนดแนวปฏิบัติต่าง ๆ หากว่าทางฝ่ายไทยบังคับให้เราหยุดอยู่ก่อน เราก็ปรึกษา ม.ปาวี..... หากเรือแองคองสตังค์ เกยตื้นเข้าไปไม่ได้ เรือโดแมตก็จะเดินทางต่อไปเพียงลำเดียว..... ถ้าฝ่ายไทยใช้ปืนป้อมยิงมายังเรา เราก็ทำการยิงตอบ.....


                เวลา๑๔.๐๐ น.  นาวาโทโบรี (Borry) เริ่มเข้ารับตำแหน่งเป็นผู้บังคับหมู่เรือและได้ส่งสัญญาณให้ออกเรือ เรือโคแมตออกเดินทางจากอ่าวซาราเซน ติดตามเรือแองคองสตังค์ ไปที่กลางทะเล เราได้พบเรือยังบัปติสต์เซย์ (Jean Baptist Say) เรือสินค้าของบริษัทเมสซาเยอรี พลูวิอัลส์ ซึ่งเป็นเรือเดินประจำระหว่างไซ่ง่อนกับกรุงเทพ ฯ ม.จิเกล (Jiguel) กัปตันเรือเซย์มีความชำนาญในการนำเรือเข้าแม่น้ำเจ้าเจ้าพระยา จะเป็นผู้นำร่องให้แก่เรา.....
        วันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๓๖
                เมื่อคืนอากาศมืดมิด .....เราต้องผ่านสันดอนเข้าแม่น้ำให้ได้ก่อนน้ำลด.....
                ประมาณ ๑๖.๐๐ น. ฝั่งประเทศไทยก็ปรากฏขึ้นทางเหนือ และหนึ่งชั่วโมงต่อมาเรือของเราก็มาถึงสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้กับเรือลาดตระเวนอังกฤษชือ พาลลาส.....
                เรือปืนจักรข้างของไทยลำหนึ่ง ชื่ออรรคราชวรเดช ทอดสมออยู่ไม่ห่างนัก มีเรือโบตลำหนึ่งมาจากเรือนั้น นำพนักงานเจ้าท่ามาขึ้นเรือแองคองสตังค์ เป็นคนชาติเยอรมันในขณะเดียวกัน มีเรือกลไฟลำใหญ่ของไทยซึ่งมาจากกรุงเทพ ฯ เข้าเทียบเรือแองคองสตังค์ มีนายเรือโทประจำเรือลูแตงคนหนึ่ง เอาถุงไปรษณีย์ถุงใหญ่มาด้วย  เจ้าพนักงานผู้นั้นมาห้ามมิให้นำเรือเข้าไป และไม่ยอมบอกอัตราน้ำที่สันดอน..... นายทหารอังกฤษผู้หนึ่งจากเรือพาลลาส ขึ้นมาเยี่ยมและบอกว่าได้ทราบว่า ม.ปาวี จะมาบอกให้เราทอดสมออยู่ข้างนอกสันดอนก่อน..... แต่นายทหารประจำเรือลูแตงไม่เห็นบอกเช่นนั้น และเขาเองก็ไม่ได้รับมอบคำสั่งด่วนแต่อย่างใด..... นาวาโท โบรี จึงให้เดินทางต่อไป
                เวลา ๑๘.๐๕ น. เราผ่านสันดอน..... เรือเซย์เดินนำหน้า เรือแองคองสตังค์ กับเรือโคแมตเดินเรียงตามกันปิดท้ายระยะห่าง ประมาณ ๔๐๐ เมตร..... ไม่กี่นาทีจากนั้น เรืออรรคราชวรเดชได้ส่งสัญญาณประมวลสากล มีความหมายว่า "เตรียมตัวรับพายุใหญ่"
                เวลา ๑๘.๓๐ น. เราเข้ามาใกล้ทุ่นดำ ได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังขึ้นนัดหนึ่ง แล้วก็ดังซ้อน ๆ กันหลายนัด ปรากฏว่าที่แหลมตะวันตกทำการยิง..... มีกระสุนหลายนัดส่งเสียงหวือ ๆ มายังเรา.....
                "ประจำสถานีรบ" เป็นคำสั่งให้ทุกคนรีบเข้าประจำที่ของตน..... และชักธงชาติขึ้นยอดเสา.....


                เราเตรียมพร้อมแล้วที่จะยิงตอบ.....
                ป้อมพระจุลจอมเกล้ากลบไปด้วยแสงไฟและควันปืน..... เราอยู่ห่างถึง ๔,๐๐๐ เมตร ปืนเหล่านี้เมื่อยิงจะโผล่ขึ้นมา ครั้นยิงแล้วก็ผลุบลงไปในหลุม ที่มีเกราะป้องกันโดยทันที การยิงอย่างเต็มขนาดไปยังป้อมในขณะนี้ดูจะไร้ผล ดังนั้นเราจึงบรรจุปืนใหญ่ด้วยกระสุนลูกปราย ซึ่งจะระเบิดแตกทำลายคนประจำปืน และเครื่องประกอบปืนอันอยู่ในที่กำบัง..... บนสะพานเดินเรือมีเรือโทบาแซง ซึ่งเป็นต้นหนคอยนับจำนวนกระสุนที่ยิงมาด้วยเสียงอันดัง
                ทันใดนั้นเรือเซย์ได้หันหัวเรือไปทางซ้าย เราจึงแล่นผ่านเลยไป กัปตันของเรือตะโกนบอกมาว่า นำร่องไม่ยอมนำเรือต่อไปอีก และต้องการจะทอดสมอ เรือเซย์ถูกกระสุนปืนหนึ่งนัด และเพื่อมิให้เรือจมจึงจำต้องแล่นเกยตื้นใกล้ ๆ ทุ่นดำ ในไม่ช้าก็มีกระสุนอีกนัดหนึ่งระเบิดลงบนเรือแองคองสตังค์ หลักเดวิทเรือโบตหักสะบั้นลง พันจ่าช่างไม้ประจำเรือตายคาที่ นาวาโทโบรี จึงสั่งหันหัวเรือไปทางซ้าย และให้ถือท้ายมุ่งตรงต่อไปทางกลางปากน้ำ แล้วสั่งเริ่มยิง เรือโคแมตก็เริ่มยิงตาม ขณะนี้เวลา ๑๘.๔๓ น. การรบได้บังเกิดขึ้นแล้ว.....
                การรบได้เป็นไปอย่างเผ็ดร้อน..... ถัดจากเรือทุ่นไฟมีเรือเหล็กจมอยู่หลายลำ ซึ่งยึดไว้ให้อยู่กับที่ โดยเอาหลักปักไว้ขนาบไว้เป็นสองแถว และมีสายโซ่ขึงไว้เป็นแนวอย่างแข็งแรงเหลือช่องว่างให้เรือเข้าออกได้ราว ๘๐ เมตร ช่องที่ผ่านนี้ยังได้วางตอร์ปิโดไว้อีกด้วย เลยแนวกีดขวางเข้าไปมีเรือไทย ๙ ลำ จอดเรียงรายกันอยู่ปืนหัวเรือเหล่านี้ได้ร่วมยิงกับป้อมพระจุลจอมเกล้าด้วย ๔ ลำ อยู่ทางซ้ายอีก ๕ ลำ อยู่ทางขวา ประกอบกันเป็นช่องทางที่เราต้องผ่านไป..... เดินหน้าเต็มตัว เราจะได้พุ่งเข้าชนเครื่องกีดขวาง
                เวลา ๑๘.๕๐ น. ขณะที่เรือแองคองสตังค์ แล่นเข้าไปใกล้เรือทุ่นไฟนั้น ตอร์ปิโดลูกหนึ่งได้ระเบิดข้างหน้าเรือแต่ไม่ถูกเรือ เรือแองคองสตังค์ ได้แล่นผ่านแนวกีดขวาง พร้อมทั้งทำการสู้รบกับเรือข้าศึกที่ตั้งเรียงรายเป็นสองแนว.....
                .....เรือโคแมต ซึ่งแล่นตามแนวทางของเรือแองคองสตังค์ ก็ได้ผ่านกองเรือไทย และได้ยิงโต้ตอบไปทางขวาบ้างทางซ้ายบ้างด้วยปืนใหญ่ประจำเรือ..... ฝ่ายข้าศึกให้ใช้ปืนกลยิงมายังเรา..... รวมทั้งปืนใหญ่ก็ยิงมาดังห่าฝน..... ขณะที่เราแล่นผ่านเรือใบลำใหญ่ทาสีขาว ซึ่งเป็นเรือลำสุดท้ายทางซีกซ้ายในระยะห่างกัน ๑๐๐ เมตร เรือลำนี้ได้ยิงมายังเราตับหนึ่ง ถูกพลประจำปืนตายไปสองคน..... ปืนท้ายของเราได้ยิงตอบไปบ้าง ถูกตัวเรือที่ทำด้วยไม้อย่างจัง การยิงได้ผลลงเมื่อเวลา ๑๘.๕๘ น. ..... เส้นทางเดินก็ปลอดโปร่งไปชั่วขณะ
                .....ยังเหลือป้อมที่เกาะเล็กอีกป้อมหนึ่ง..... เวลา ๑๙.๐๐ น. ได้มาถึงป้อมนี้ซึ่งยังคงสงบเงียบอยู่..... เราได้ยิงกราดเข้าไป และปืน ๒๑ เซนติเมตร ของป้อมก็ได้ยิงตอบโดยไม่ถูกเรือเรา..... เราแล่นเลยสมุทรปราการไปโดยไม่มีข้าศึกกล้าติดตามมาเลย.....
                .....ความมืดช่วยเขาไว้ได้ การยิงของฝ่ายไทยไม่ใคร่แม่น อำนวยการยิงไม่ดี และไม่มีการคำนึงถึงความเร็วเรือเพื่อแก้ศูนย์ กระสุนส่วนใหญ่จึงตกสูง หรือหลุดท้ายเรือเราไป ตอร์ปิโดก็ระเบิดก่อนเวลาอันสมควร จึงไม่บังเกิดผลแต่อย่างใด
                เรือโคแมตไม่ได้รับความเสียหายเท่าใด..... มีบ้างเล็กน้อย ตัวเรือ เพดานเรือ เครื่องเสา ปล่องเรือ และปล่องลม มีรอยกระสุนมัลลิเคอร์อยู่มากมาย มีรอยกระสุนถากไปหนึ่งหรือสองแห่ง กระจกบนสะพานเดินเรือแตก เรือกลเล็กที่อยู่ตอนหัวเรือ แตกมีรูรั่ว เรือไวหมายเลข ๒ ไฟไหม้จนไม่เป็นรูป.....
                .....เวลา ๒๑.๐๐ น. ผู้บังคับหมู่เรือส่งสัญญาณมาว่าให้ทอดสมอพร้อมกัน..... พอเลี้ยวตามแม่น้ำคุ้งแรกก็แลเห็นท่าจอดเรือกรุงเทพ ฯ แม่น้ำตอนนี้แคบมากและเต็มไปด้วยเรือกลไฟ เรือใบ และมีเรือเล็ก ๆ มีแสงสว่างทั่วไปหมด กระแสน้ำก็ไหลแรง ทางเรือก็ไม่มีนำร่อง..... เรือแองคองสตังค์ ได้ทอดสมออยู่ใกล้ ๆ สถานฑูตฝรั่งเศส เรือโคแมตก็ทอดสมออยู่ใกล้กัน
                .....ในเรือแองคองสตังค์ มีทหารตายเพียงคนเดียว และบาดเจ็บสองคน เครื่องเสา และตัวเรือมีรอยถูกยิงด้วยกระสุนปืนเล็ก และรอยกระสุนปืนใหญ่หลายแห่ง นอกจากหลักเดวิทเรือโบตหักแล้ว ก็ไม่มีอะไรเสียหายร้ายแรง
                ในระหว่างนี้ข่าวการรบและการเข้ามาถึงกรุงเทพ ฯ ของเรายังไม่แพร่กระจายออกไป นครหลวงอันกว้างใหญ่ พร้อมพลเมืองสามแสนคนยังคงนอนหลับสงบเงียบอยู่ ผู้บังคับการเรือลูแตง กล่าวว่าไม่ได้ยินเสียงปืนที่ยิงกันเลย.....
                ก่อนจะขึ้นไปรายงานตัวต่อ ม.ปาวี นาวาโทโบรี ได้ประชุมผู้บังคับการเรือลูแตง และเรือโคแมต เพื่อพิจารณาแนวทางปฏิบัติในอันที่จะแก้แค้นฝ่ายไทย ที่ทำการคุกคามโดยไม่สมควร ตกลงกันว่าพรุ่งนี้เวลาเช้าตรู่เรือของเราทั้งสามลำ จะออกเรือเพื่อทำการจมเรือลาดตระเวนมหาจักรี ซึ่งทอดสมออยู่ที่หน้าอู่หลวง แล้วเราจะตรึงเรือเป็นแนวอยู่ตรงหน้าพระบรมมหาราชวัง หากไม่ได้รับความตกลงที่พอใจ ก็จะได้ระดมยิงพระบรมมหาราชวังต่อไป ความจำเป็นในเบื้องแรกคือ ให้กองเรือไทยยอมจำนน และให้ฝ่ายไทยจัดการถอนคน และรื้อป้อมที่ปากน้ำเสีย ในขั้นต่อไปทหารเรือเราก็จะมอบให้ฝ่ายการฑูตเจรจากันต่อไป.....
        วันที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๓๖
                เวลา ๐๒.๐๐ น. ผู้บังคับหมู่เรือได้มาบอก ผู้บังคับหมู่เรือมาบอกยกเลิกคำสั่งสุดท้ายของเขา ม.ปาวี ได้อธิบายแก่เขาว่า ถ้าเราได้ยิงปืนในท่าเรือกรุงเทพ ฯ แม้แต่เพียงนัดเดียวก็จะกลายเป็นสัญญาณให้เกิดการจลาจลอย่างน่ากลัว พวกชาวจีนที่กำลังมั่วสุมประชุมกันเป็นสมาคมลับที่เข้มแข็ง จะถือโอกาสลุกฮือขึ้นทำการปล้นสะดม และเผาผลาญบ้านเรือนของชาวยุโรปตลอดจนพระราชวัง และวังเจ้านาย เราก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำให้เกิดการจลาจลขึ้นโดยไม่สามารถปราบปรามลงได้..... ควรจะได้หาทางทำสัญญาสงบศึกเสีย โดยเริ่มเจรจาทำความตกลงกัน.....


                .....เวลา ๐๘.๐๐ น. หมู่เรือฝรั่งเศสได้ชักธงราวแต่งเรือเป็นเกียรติในวันชาติ ตามกฎธรรมเนียมแห่งมารยาท เรือต่างประเทศที่จอดอยู่ในลำน้ำทุกลำก็ชักธง แต่งเรือให้เป็นเกียรติแก่เรา เรือกลไฟลำใหญ่ของไทยซึ่งทอดสมออยู่ใกล้ ๆ กับเราก็ได้ชักธงฝรั่งเศสให้ด้วย ทราบมาว่าข้าศึกของเราเมื่อวานนี้ จำนวนหลายลำที่ถูกยิงอย่างฉกรรจ์จนไม่สามารถแล่นขึ้นมาได้ต้องเกยตื้นอยู่แถวล่าง ๆ ก็ยังได้ชักธงราวแต่งเรือให้เป็นเกียรติแก่เรา.....
    ฯลฯ
                บัดนี้เราพอจะทราบถึงแผนการป้องกันของฝ่ายไทยได้บ้างแล้ว ทั้งมูลเหตุที่ทำให้เกิดการสู้รบกันขึ้น..... พระเจ้าแผ่นดินไทยทรงใช้โวหารแบบการฑูตของชาวตะวันออก ได้ทรงประกาศแต่เพียงว่า ที่เกิดการรบขึ้นนี้เนื่องจากการเข้าใจผิด.....
                นับตั้งแต่เดินทางออกจากไซ่ง่อน นาวาโทโบรีก็อยู่ในทะเล ห่างไกลการติดต่อทั้งสิ้น โทรเลขทางราชการที่ส่งมาเพื่อเพิ่มเติมว่าให้จอดรออยู่ที่สันดอนนั้น เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ของไทย ก็เพิ่งส่งเข้ามาให้ทราบ เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันรุ่งขึ้นหลังจากวันที่ได้ทำการรบกันแล้ว โทรเลขของผู้บัญชาการกองเรือภาคตะวันออกไกลก็มาถึงโดยล่าช้าเช่นกัน ม.ปาวีคนเดียวเท่านั้น ที่สามารถปัดเป่าความยุ่งยากที่เกิดขึ้นใหม่นี้ กระนั้น จดหมายของ ม.ปาวีเองที่รวมอยู่ในถุงไปรษณีย์อันใหญ่โตก็ไม่ได้สังเกตเห็น เพราะการตรวจแยกหนังสือทำไม่ทันในเย็นวันที่ ๑๓
                การที่เรือทั้งสองลำแล่นผ่านสันดอนเข้ามานั้นก็อาศัยข้อความในสนธิสัญญา มิได้มีเจตนาหรือความคิดอันใดที่นะโน้มไปในทางรุกราน..... ประเทศฝรั่งเศสเป็นมหาประเทศ พูดคำไหนต้องเป็นคำนั้น และถ้าตั้งใจจริง ๆ แล้ว คงหาใช่ด้วยเรือปืนเล็ก ๆ เพียงสองลำมีพลประจำเรือเพียง ๑๙๖ คนเท่านั้น ที่ฝรั่งเศสคิดจะโจมตีเมืองที่มีพลเมืองถึง ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน และเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย มีพลเมือง ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ปากน้ำ ในทำนองที่ปล่อยให้เรือแองคองสตังค์ และเรือโคแมตตกอยู่ในหลุมพรางเช่นนี้ หาใช่อื่นไกลไม่ เป็นเพราะรัฐบาลไทยหลงเชื่อคำปรึกษาที่ก่อให้เกิดอันตรายจาก ม.โรแลงยัคเกอแมงส์ และเดอริชลิเออกับพวก.....


                ป้อมของฝ่ายไทยสองป้อม คือ ป้อมพระจุลจอมเกล้ามีปืนใหญ่อาร์มสตรอง ชนิดผลุบโผล่ขนาด ๒๑ เซนติเมตร ๙ กระบอก ป้อมผีเสื้อสมุทรมีปืนอย่างเดียวกัน ๘ กระบอก เราจำเป็นต้องผ่านป้อมทั้งสองนี้ในระยะใกล้ ๆ นับเป็นกำลังป้องกันที่แข็งแรงอย่างน่ากลัว กัยแนวกีดขวางที่เรือทุ่นไฟนั้น ก็ได้จัดทุ่นดินระเบิดไดนาไมท์วางไว้เป็นแนว..... พลเรือจัตวา เดอริชลิเออ ยังได้จัดวางเรือรบไว้ถัดจากแนวกีดขวางขึ้นไป โดยจัดเรือเรียงเป็นสองแนวทั้งสองข้างช่องทาง ระยะระหว่างลำ ๑๐๐ เมตร ด้านทิศตะวันตกมีเรือปืนไมดา นฤเบนทร์บุตรี มูรธาวสิตสวัสดิ์ และเรือฝึกนักเรียนชื่อทูลกระหม่อม ด้านทิศตะวันออกมีเรือปืนหาญหักศัตรู เรือกลไฟชื่อเกาะสีชัง ฟิลลาแกลดิส ซึ่งมีทหารปืนเล็กอยู่ในเรือ และเรือปืนลำใหญ่ชื่อมกุฏราชกุมาร กองทหารบนบกใช้ปืนมันลิเดอร์ขนาด ๘ มิลลิเมตร แบบสมัยใหม่ จ่ายให้ประจำอยู่ตามป้อม ่และตามตำบลริมแม่น้ำ
                พลเรือจัตวา เดอ ริชลิเออ สัญชาติเดนมาร์ค เป็นผู้อำนวยการป้องกันปากน้ำ มิสเตอร์ เวสเตนโฮลซ์ สัญชาติเดนมาร์ค ผู้จัดการรถรางในกรุงเทพ ฯ เป็นผู้อำนวยการฝ่ายตอร์ปิโด ซึ่งมีสถานียิงอยู่บนเรือกลไฟ ขนาดย่อมจักรท้าย เรือนี้ทอดสมออยู่ทางฝั่งขวา ถัดจากแนวกีดขวางขึ้นไปเล็กน้อย แนวของตอร์ปิโด ซึ่งมีลักษณะเป็นทุ่นระเบิดบรรจุดินระเบิดไดนาไมท์วางเป็นรูปครึ่งวงกลมปิดอยู่เต็มแนวกีดขวาง ซึ่งมีช่องว่างกว้าง ๘๐  เมตร เปิดให้เรือเดินเข้าออกได้
    ฯลฯ
                เรือมกุฏราชกุมารถูกยิงหลายแห่งโดยปืน ฮอทช์กิส กระสุนปืนใหญ่ขนาด ๑๐ เซนติเมตร ยิงถูกเครื่องกว้านสมอ ในจำนวนทหาร ๘๐ คนนั้น มีตาย ๑๒ คน บาดเจ็บ ๒๐ คน..... เรือนี้ต้องเกียตื้นเพื่อซ่อมที่ตำบลบางคอแหลม
                เรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ ซึ่งถูกแองคองสตังค์ เบียดจนเสาธงหักไปเวลาเข้ามาทางท้ายเรือแองคองสตังค์ นั้น ได้ถูกกระสุนปืนใหญ่หนึ่งนัดเจาะทะลุห้องเครื่องทั้งสองข้าง ถูกกระสุนปืน ๑๐ เซนติเมตร หนึ่งนัดที่ตอนหน้าสะพานเดินเรือ กับมีรอยกระสุนปืน ฮอทชกิส อีกหลายแห่ง เรือนี้จึงต้องแล่นเกยตื้นเพื่อมิให้จม
                เรือทูลกระหม่อมถูกกระสุนปืนขนาด ๑๐ เซนติเมตร ของเรือโคแมตที่ตัวเรือเข้าอย่างจัง
                เรือหาญหักศัตรู ถูกยิงที่กราบซ้ายเรือมีช่องโหว่
                เรือไมดาได้รับความเสียหายมากเช่นกัน
                ป้อมผีเสื้อสมุทรได้รับความเสียหายอย่างเห็นได้ชัดจากกระสุนปืนเมลิไนท์ของเรือโคแมต หลังคาเหล็กของปืนสี่กระบอกทางด้านตะวันออก ได้ถูกยิงยุบลงมาทับตัวปืนทำให้ปืนเคลื่อนไหวไม่ได้
                ป้อมพระจุลจอมเกล้า ถูกยิงได้รับความเสียหายจากกระสุนปราย
                ฝ่ายไทยอ้างว่ามีทหารตาย ๒๕ คน และบาดเจ็บ ๓๙ คน.....
                ชาวยุโรปที่รับราชการในประเทศไทยมีจำนวนมาก จึงได้จ่ายไปประจำตามป้อม และประจำตามเรือต่าง ๆ ได้พยายามทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ การกระทำของเขาเหล่านั้น แม้จะไม่ชอบด้วยกฎแห่งการทำสงคราม..... แต่ทหารชาวพื้นเมืองมิได้ช่วยการปฏิบัติงานของเขาให้เป็นไปด้วยดีได้ ทหารประจำเรือส่วนหนึ่งเป็นชาวเขมร..... นายทหารที่เป็นชนชาติเดินมาร์คหรือเยอรมัน ต้องเล็งยิงปืนเสียเอง หรือเข้าช่วยคนถือท้ายเรืออยู่บ่อย ๆ ทหารประจำเรือบางคนคิดว่าที่ตนมาอยู่ปากน้ำนี้ก็เพื่อรับเสด็จอาร์ชดุก แห่งออสเตรีย ซึ่งมีข่าวว่าจะเสด็จเยี่ยมกรุงเทพ ฯ.....
                ท้องแม่น้ำเต็มไปด้วยสิ่งแปลก ๆ นักถ่ายรูป ฝูงชนแต่งกายหลากสี..... ต่างมาชมดูเรือขนาดย่อม ๆ ของฝรั่งเศส.....
                ในระหว่างนี้มีการส่งโทรเลขอันยืดยาวไปมากับกรุงปารีส ม.ปาวีพยายามเจรจาและขบปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับการยอมยกเมืองหลวงพระบาง การเคารพสิทธิของเราทางฝั่งซ้าย และเกาะในแม่น้ำโขง ซึ่งต้องประชุมหารือโดยไม่หยุดหย่อนกับรัฐบาลไทย เสนาบดีว่าการต่างประเทศของไทย คงจะขุ่นเคืองพระทัยอยู่ไม่น้อย

    • Update : 28/5/2554
    © Copyright 2011 www.watnongmuang.com All rights reserved 999arch