หน้าแรก สมาชิก รายการวัตถุมงคล ตะกร้าวัตถุมงคล วิธีชำระวัตถุมงคล วิธีบูชาวัตถุมงคล ประวัติวัด ติดต่อวัด เว็บบอร์ด
สมาชิก Log in
อีเมล์
รหัสผ่าน
สมัครสมาชิกใหม่
ลืมรหัสผ่าน
















ค้นหาวัตถุมงคล
 
 
 
หมวดวัตถุมงคล
  เครื่องราง พระอาจารย์ป้อม
  พระเครื่อง พระอาจารย์ป้อม
  พระเครื่อง หลวงพ่อสวัสดิ์
  พระเครื่อง หลวงปู่พิมพ์มาลัย
  พระเครื่อง หลวงพ่อสง่า
วัตถุมงคลของคุณ
รหัสวัตถุมงคล ราคา จำนวน
ยังไม่มีวัตถุมงคลอยู่ในตะกร้า
  • ชำระค่าวัตถุมงคล
  • แก้ไขรายการวัตถุมงคล
  • วิธีสั่งบูชาวัตถุมงคล
  •  

    ขุนช้าง ขุนแผน ในพงศาวดาร 7
    พลายแก้วเป็นขุนแผน
    ฝ่ายพลายแก้วนั้นได้ปรึกษากับขุนนางไทยลาวอยู่ นายเวรตำรวจก็มาบอกว่า พระพันวษาให้เลิกทัพกลับไปอยุธยา จึงได้สั่งให้พวกเจ้าเมืองต่าง ๆ ดูแลรักษาบ้านเมืองให้มั่นคง แล้วจึงให้เคลื่อนทัพ นางลาวทองเป็นห่วงพ่อแม่ที่แก่แล้ว ก็ร้องไห้คร่ำครวญมาตลอดทาง ส่วนเจ้าเมืองกำแพงระแหงเถินนั้น ให้ยกทัพล่วงหน้าไปถึงน่าน แพร่ก่อน ส่วนพลายแก้วนั้นมาทางเรือเป็นเวลาเจ็ดวันก็ถึงอยุธยา ให้เจ้าคุณผู้ใหญ่พาเข้าเฝ้า ฝ่ายพระพันวษาเสด็จออกขุนนาง เจ้าคุณผู้ใหญ่จึงบอกว่า พลายแก้วเป็นแม่ทัพไปตีเชียงใหม่ชนะกลับมา พร้อมกับทรัพย์สินที่ยึดกลับมาได้ พระพันวษาตรัสถามเจ้าเชียงทองว่าเป็นสองหน้า ไม่ทำตามที่ถือน้ำพิพัฒน์สัจจาไว้ จะว่าอย่างไร
    เจ้าเชียงทองจึงทูลว่า โทษของตนนี้ถึงตาย แต่ตนไม่ได้คิดจะเป็นกบถ ที่ทำอย่างนั้นเพราะกลัวภัย ด้วยทัพเชียงใหม่ยกมานับหมื่น หากไม่ยอมก็คงตาย แต่พอทัพไทยไป จึงได้ออกไปนัดกันเข้าตี พระพันวษาไม่เชื่อ ได้ถามพลายแก้ว พลายแก้วจึงบอกว่าเจ้าเชียงทองนั้นพูดความจริง ถึงแม้จะมีความผิดก็คงจะถูกลบด้วยความชอบ
    พระพันวษายกโทษให้ แล้วตั้งพลายแก้วเป็นขุนแผน ไปรักษาเขตแดนที่ปลายด่าน ประทานเรือยาวเก้าวา และไพร่ห้าร้อย ส่วนคนอื่น ๆ ก็ให้รางวัลตามความดี ความชอบ
    ฝ่ายพลายแก้วเมื่อได้เป็นขุนนางชื่อ ขุนแผน ก็ดีใจ กราบถวายบังคมพานางลาวทองและสองพี่เลี้ยงลงเรือมา รุ่งเช้าก็ถึงสุพรรณบุรี ไปจอดเรือที่ท่าหน้าบ้านนางศรีประจัน พบสายทอง นางสายทองรีปไปบอกนางวันทองว่าพลายแก้วมาแล้ว นางวันทองรีบมาหาพลายแก้ว กอดเท้าพลายแก้วร้องไห้ พลายแก้วจึงว่าเป็นอะไรไปถึงซูบผอม แล้วแทนที่เห็นตนมาจะดีใจกลับโศกเศร้าเป็นเพราะอะไร 
    นางวันทองจึงว่า ขุนช้างมาบอกนางศรีประจันว่าพลายแก้วไปทัพถูกตีแตกพ่าย แล้วถูกลาวแทงตาย พร้อมกับเอากระดูกมาให้ดู ส่วนตนนั้นไปไปดูโพธิ์อธิษฐาน ก็เห็นใบหล่นเหลือง ตนก็ล้มป่วย แม่จึงไปหาขรัวตาจู ขรัวตาจูทายว่าจะมีเคราะห์ ให้ตนเปลี่ยนชื่อเป็นวันทอง จนโรคหาย ต่อมาขุนช้างได้มาพูดถึงกฏหมายว่าหากผัวไปทัพตาย เมียนั้นต้องถูกเอาไปเป็นหม้ายหลวง แม่นั้นเห็นแก่ทรัพย์สินของขุนช้างจึงยกให้ แล้วรื้อหอเก่าไปถวายวัด แต่ตนไม่ยอมจึงถูกแม่โยงเฆี่ยน
    ฝ่ายขุนแผนได้ยินดังนั้นก็โกรธแค้นมาก ใคร ๆ ก็รู้ว่านางวันทองเป็นเมียตน ขุนช้างมาทำอย่างนี้ นางศรีประจันก็มาเห็นด้วย น่าจะจิกหัวตีเสียให้เข็ด ดีที่เป็นนางวันทองเป็นคนดีไม่ยอมเข้าหอ การชิงนางพิมไปก็เหมือนควักเอาดวงใจไป แล้วก็สั่งให้บ่าวไพร่ล้อมบ้านไว้ ชักดาบจะไปไล่ฟัน
    ฝ่ายนางลาวทองแอบอยู่ในม่าน ได้ยินเข้ากลัวขุนแผนจะไปฆ่าใครต่อใคร ก็ออกจากม่านมากั้นขุนแผนไว้ แล้วว่า บ้านเมืองมีขื่อมีแป มีอะไรก็ให้ไปทูลพระพันวษาจะดีกว่า หากไปฆ่าเองอาจเป็นภัยในภายหลังได้ แล้วการที่ฟังความข้างเดียวแล้วมาโกรธก็ไม่ถูก ทำไมขุนช้างเขาจึงไม่กลัว ทั้งที่รู้ว่าเป็นเมียผัวกันอยู่ คงเป็นเพราะแม่ยายยินยอมด้วย เขาจึงกล้า
    นางวันทองเห็นนางลาวทองมาขัดขวางขุนแผน แล้วพูดห้ามปราม จึงถามขุนแผนว่าเมียใคร หรือเป็นลูกลาวที่เก็บตกได้ระหว่างเดินทัพ
    ขุนแผนบอกว่า นางลาวทองเป็นเมียของตนเป็นชาวจอมทองพ่อแม่เขายกให้ ที่พามาก็จะให้มาไหว้ แล้วก็ให้นางลาวทองไหว้นางวันทอง ทั้งสองก็ปะทะคารมกันอย่างรุนแรง จนนางวันทองโกรธจะเข้าไปตบตีนางลาวทอง ขุนแผนจึงเข้าขัดขวาง แล้วหาว่านางวันทองไม่กลัวเกรงตน
    " เอะอะแล้วสิเจ้าวันทอง   เกินหนักแล้วน้องไม่เกรงผัว
    ดึงดื้อถือผิดไม่คิดตัว   ถึงมิกลัวก็จะเกรงบ้างเป็นไร
    ชั่วดีพี่ก็ได้เป็นผัวเจ้า   หาได้ช่วยเรามาเป็นผัวไม่
    อย่าหนักไปนักมักขัดใจ   มาตีปลาหน้าไซให้เสียปลา..."
    นางวันทองก็ต่อว่า ว่าตนรู้แล้วว่าขุนแผนนั้นไม่ได้รักตนแล้ว จะฆ่าก็ฆ่าเสีย ทำไมจึงแกล้งพามาบ้านเพื่อประจานตนด้วย ว่าแล้วนางวันทองกลับขึ้นจากเรือ แล้วบอกตัดขาดกับขุนแผนแล้วว่า ถึงพระอินทร์ลงมาบอกก็อย่างหวังว่าตนจะกลับมาคืนดี ขุนแผนโกรธจึงว่านางวันทองทำแกล้งพาลว่าตนนั้นผิด เพราะกลัวตนจะขึ้นไปฟันขุนช้าง แล้วแกล้งพาลด่าว่าลาวทอง และมาทะเลาะตัดรอนตน ผัวไปยังไม่ทันพ้นประตูก็รีบคบชู้ แล้วขุนแผนก็ชักดาบจะฆ่านางวันทอง
    ฝ่ายนางวันทองเห็นก็ตกใจหนีขึ้นบนเรือน แล้วคร่ำครวญว่าเสียแรงที่ครองตัวไว้คอย ไม่เคยมัวหมองเลย พอได้พบผัวก็มีเรื่องขึ้นมา เมื่อเป็นอย่างนี้จะครองตัวต่อไปอีกทำไม บัดนี้ขุนแผนก็ทิ้งตนไปแล้ว คงจะหนีขุนช้างไม่ได้ อายุตนก็เพียงเท่านี้ แต่มีผัวถึงสองคน ต้องอับอายคนไปทั่ว จึงคิดผูกคอตาย ก่อนผูกคอตายอธิษฐานว่า ชาติหน้าก็ให้พบกับขุนแผน แล้วอย่าให้ขุนช้างมาเป็นมารอีกเลย แล้วก็ปีนไปถึงขื่อ ผูกคอแล้วโดดลงมา นางสายทองเข้ามาเห็นพอดีก็ตกใจ รีบเอามีดมาตัดเชือก แล้วตะโกนว่านางวันทองผูกคอตาย
    ฝ่ายขุนแผนโกรธนางวันทองมาก ไม่ยอมขึ้นไปดูนางวันทอง ก็เดินทางไปบ้านของนางทองประศรี นางทองประศรีเห็นขุนแผนก็ดีใจ แล้วว่าไปพานางวันทองมาทำไม ขุนแผนบอกว่าไม่ใช่วันทอง พร้อมกับเล่าเรื่องราวให้ฟัง นางทองประศรีจึงให้ยกให้ขุนช้างไปเสีย แล้วขาดกันตั้งแต่วันนี้ จากนั้นก็หันไปพูดกับนางลาวทอง ฝากผีฝากไข้
    ขุนช้างได้นางวันทอง
     
    ฝ่ายขุนช้าง นอนเฝ้าหออยู่ถึงสิบห้าวัน กลุ้มใจมากจนนอนไม่หลับ นางศรีประจันเห็นขุนช้างไม่มีสุข ก็ไปบอกนางวันทองงห้ไปเข้าหอกับขุนช้าง นางวันทองไม่ยอม นางศรีประจันจึงฉุดลากนางวันทองไปจนได้ ขุนช้างเข้าปลุกปล้ำจนได้นางพิมเป็นเมีย นางวันทองอับอายมาก จึงจำใจอยู่กับขุนช้าง แต่พอลับหลังขุนช้างก็คิดถึงแต่ขุนแผน
    ขุนแผนบอกกล่าว
    ขุนแผนคิดถึงนางวันทอง
    ขุนแผนนั้นมาอยู่กับนางลาวทองที่กาญจนบุรีได้สองคืนแล้ว ก็ให้คิดถึงนางวันทองมาก คิดได้ว่าไม่น่าจะทิ้งนางวันทองไว้กับขุนช้าง คงจะตกเป็นของขุนช้างก็ให้แค้นใจ คิดจะไปหานางวันทองที่สุพรรณบุรี หากพบนางวันทองนอนกับขุนช้าง จะฆ่าให้ตายทั้งสองคน รวมทั้งนางศรีประจัน นางเทพทอง และยายเถ้าแก่สองคนนั้นด้วย
     
    รุ่งเช้าจึงเตรียมบ่าวไพร่ที่มีฝีมือไปยี่สิบคน แล้วเข้าไปสั่งนางลาวทองว่า จะไปตรวจตราที่ปลายด่าน ไม่นานจะกลับ แล้วจึงเดินทางไปสุพรรณบุรี พักอยู่ที่ชายป่า ครั้นถึงเวลาพลบค่ำ ก็ให้ปลูกศาลแล้วจุดเทียนชัยระเบิดศาล พร้อมอ่านพระเวท ปลุกวิชา จากนั้นก็เดินขี่ม้ามาถึงบ้านนางศรีประจันประมาณเวลาสองยาม 
    ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง
    เมื่อลงจากม้าก็ซัดข้าวสารเศกเข้าไปในบ้าน ทำให้พระภูมิเจ้าที่และภูตพรายต่าง ๆ หลับหมด จึงเดินเข้าไปถึงหอขุนช้าง แล้วสะเดาะดาลหน้าต่าง ผู้คนในบ้านพากันหลับกันหมดสิ้น ขุนแผนปีนหน้าต่างเข้าไปในห้อง ตัดม่านออก เมื่อเปิดมุ้งเข้าไปเห็นขุนช้างนอนกอดนางวันทองอยู่ก็โกรธ เงื้อดาบจะฆ่าให้ตาย แต่ได้ยินเสียงจิ้งจกกัก จึงอดใจไว้ไม่ฆ่า แต่เอาเชือกสายม่านผูกทั้งสองไว้ด้วยกันแล้วแก้สะกด คนในบ้านก็ตื่น แล้วขุนแผนให้บ่าวเรียกนางวันทองว่า ขุนแผนมาให้เข็นบันไดออกมารับ
     
    นางสายทองได้ยินเสียงเอะอะก็ลุกออกมา เห็นคนขี่ม้ามากมาย เห็นขุนแผน ก็ลงไปพูดจาว่า วันก่อนนางวันทองผูกคอตาย ตนได้เรียกแต่ขุนแผนก็ไม่มาดู เมื่อขุนแผนไปแล้ว นางศรีประจันก็ทุบตีนางวันทอง แล้วฉุดกระชากไปส่งให้ขุนช้างที่หอ ทำให้นางวันทองต้องเสียตัวเพราะจำใจได้สองวันแล้ว ตนจะไปบอกขุนแผนก็ไม่ได้เพราะทางไกลมาก
    ขุนแผนได้ฟังก็เดือดดาล บอกว่าที่เรื่องเป็นอย่างนี้ เพราะตนไม่มีทรัพย์สินมากมายเหมือนขุนช้าง จึงถูกนางศรีประจันมาพรากไป ถึงอย่างไรก็จะเอามาใส่ตระกร้าล้างน้ำก็คงไม่ได้ ไม่ต้องพูดแต่ถึงนางวันทอง หากนานไปนางสายทองคงต้องเป็นเมียขุนแผนเช่นเดียวกัน จะไปทูลพระพันวษาก็ป่วยการ ควรจะต้องฆ่าเสียให้หมดทั้งบ้าน
    ขุนแผนบอกกล่าวพันโชติ
    เมื่อขุนแผนขึ้นบ้านได้ก็ถามหานางศรีประจัน แล้วไปที่ห้องขุนช้างพูดเยาะเย้ย จากนั้นขุนแผนก็ให้บ่าวไปเชิญพันโชติ ซึ่งเป็นกำนันมาเป็นพยาน แล้วว่าตนกับนางวันทองแต่งงานกันกี่เดือนกี่วัน ท่านก็รู้อยู่ เมื่อไปทัพกลับมาก็ไม่เห็นเรือนหอเก่า เห็นแต่เรือนนี้เป็นของใคร ท่านรู้หรือไม่
    พันโชติจึงบอกว่า ตนรู้เรื่องดี เมื่อตอนขุนแผนไปทัพ ขุนช้างได้วานยายกลอยกับยายสา มาหานางศรีประจัน บอกว่าขุนแผนตาย แล้วได้ขอนางพิม ก่อนวันยกขันหมากมา นางศรีประจันกับนางทองประศรีก็ทะเลาะกัน ด้วยนางทองประศรีทัดทานไว้เพราะยังไม่รู้ว่าขุนแผนตายหรือไม่ แต่นางศรีประจันไม่ฟัง นางทองประศรีจึงกลับไป
    เมื่อขุนแผนได้ฟังพันโชติเล่าเรื่องทุกอย่างแล้ว ก็รู้ว่าที่นางวันทองพูดนั้นเป็นความจริง และนางวันทองอุตส่าห์ครองตัวคอย แต่ก็มีเหตุทำให้ต้องเป็นเช่นนี้ ประกอบกับตนหุนหันพลันแล่น จึงทำให้ขุนช้างได้นางพิมไป แต่ก็ยังสงสัยในตัวนางวันทองว่า เมื่อขุนช้างได้ไปแล้ว จะเอากลับคืนมาเป็นเมียก็คงจะตะขิดตะขวงใจ แต่ก็จะปล่อยไปก็จะได้ใจ ก็จะต้องขู่ให้รู้ว่าทำผิด
    "แต่ก็หวนสงสัยน้ำใจนาง   เมื่อขุนช้างสู่สมเข้าชมได้
    เป็นกินน้ำเห็นปลิงทุกสิ่งไป    จะคืนรักเข้ากระไรให้รำคาญ
    ครั้นจะทูลก็กระเทือนถึงวันทอง     สงสารน้องจะขายหน้าอยู่คาศาล
    ได้เสียตัวชั่วผิดเพราะคนพาล    ถ้าให้ทานเห็นจะเป็นประโยชน์ไป..."
    ขุนแผนต่อว่านางศรีประจัน
    ขุนแผนสั่งให้พันโชติไปตามนางเทพทอง ยายกลอย และยายสา มา เมื่อมากันครบทุกคนแล้ว ขุนแผนจึงถามนางศรีประจันว่า เมื่อก่อนนั้นได้มาขอนางวันทองแล้วก็ได้ยกให้ ครั้นเมื่อไปรบทัพที่เมืองเชียงทอง ก็ยังมีเรือนหอ ทั้งได้ฝากนางวันทองไว้ ซึ่งการไปทัพครั้งนี้ก็ไม่ได้หย่าร้างกัน ทำไมจึงไปยกให้ขุนช้างอีก หรือเพราะเห็นว่าตนยากจน ส่วนขุนช้างร่ำรวย ทั้งยังรื้อหอเก่าไปถวายวัด แล้วสร้างขึ้นใหม่อีก นางศรีประจันก็บอกว่ายายกลอยกับยายสา มาบอกว่าขุนแผนตายแล้ว ทั้งยังเอากระดูกมาให้ดู แล้วก็ขอนางวันทองให้ขุนช้าง เพราะกลัวจะต้องไปเป็นหม้ายหลวง วันทองก็ไม่ยอม อยู่ถึงสิบห้าคืน จึงได้เข้าหอไปเมื่อสองวันนี้เอง ยังไม่สึกหรออะไร หากไม่รังเกียจก็เอาคืนไป
    ฝ่ายยายกลอยกับยายสานั่งฟังอยู่ ก็พูดขึ้นว่า พวกตนไม่ได้มาพูดเอาเอง นางเทพทองวานให้มาพูด เขาสอนมาอย่างไรก็พูดไปอย่างนั้น นางเทพทองตกใจรีบบอกว่า ที่ตนพูดอย่างนั้นเพราะขุนช้างได้บอกไว้ จึงหลงเชื่อ
    ฝ่ายขุนแผนเห็นทุกคนกลัวจนตัวสั่นงันงกก็กลั้นหัวเราะ แล้วกล่าวว่า เมื่อคิดจะทำก็ไม่เห็นกลัว ตอนที่นางทองประศรีมาห้ามปราม ทั้งนางเทพทองและนางศรีประจันก็ดึงดัน แล้วกลับท้าให้ไปฟ้องร้อง ทำไมตอนนี้กลับมากลัว แล้วก็เรียกให้ขุนช้างออกมา นางศรีประจันก็ตะโกนเรียก ขุนช้างก็ตอบออกมาว่า ตนถูกผูกติดกับนางพิมไว้ออกมาไม่ได้ ขุนแผนจึงเป่ามนต์สะเดาะกลอน เข้าไปเห็นทั้งขุนช้างและนางวันทองถูกผูกรวมกันอยู่ก็ตกใจรีบไปตัดเชือกให้ แล้วนางศรีประจันก็บอกขุนช้างไปว่า ขุนแผนมาแล้ว หากเขาไปกราบทูลพระพันวษาก็ฉิบหายกันหมด เมื่อกี้ขุนแผนได้ว่าหากพูดดี ๆ ก็จะไม่ฆ่าและถือว่าเป็นมิตรกัน แล้วให้ขุนช้างไปขอโทษขุนแผน แล้วอีกอย่างหนึ่งตอนนี้ขุนแผนมีเมียใหม่ ก็คงไม่คิดเสียดายนางวันทองนัก
    ขุนช้างไม่กล้าออกมา เพราะกลัวขุนแผนจะฆ่า จึงได้ชวนให้วันทองออกไปด้วย โดยว่าขุนแผนคงไม่โกรธจนถึงกับฆ่าฟัน เพราะคงเห็นแก่นางวันทอง แต่นางวันทองไม่ยอมออกมาด้วย
    ขุนแผนต่อว่าขุนช้าง
    เมื่อขุนแผนเห็นขุนช้างเข้ามากราบตน ก็เกิดความแค้นขึ้นมาอีก จึงถามว่า นางวันทองนี้เป็นเมียตน เมื่อไปทัพยังไม่กลับ ก็ไม่ได้หมายความว่าหย่าร้าง จะได้มาซื้อขายกันได้ การที่มารื้อหอแล้วมาปลูกแทนโดยอ้างว่าตายแล้ว ทั้งยังเอากระดูกห่อผ้ามา แล้วทำให้ต้นโพธิ์ตายนั้น เพื่อจะได้อยู่กับนางวันทองจะแก้ตัวว่าอย่างไร
    ขุนช้างกลัวมากได้แต่กอดขุนแผนไว้ แต่ไม่ยอมตอบ ขุนแผนรู้สึกขัดใจมาก ก็ร้องถามนางวันทองว่า ตนมาถึงแล้วทำไมถึงซ่อนตัวอยู่แต่ในห้อง นางวันทองไม่ยอมออกมาแต่ไม่ตอบ รีบขัดประตูใส่กลอนอย่างแน่นหนา เพราะกลัวขุนแผนจะเข้ามา
    ขุนแผนต่อว่านางวันทอง
    ขุนแผนถือดาบจะเข้าไปในห้อง ขุนช้างจึงเข้าดึงไว้ ขุนแผนจึงบอกว่า ให้ระวังตัวให้ดีจะมาฆ่าทั้งสองคน และที่ไม่พูดเพราะได้ตัดขาดกันไปแล้วตั้งแต่วันก่อนหรือ แต่ตัวเรายังคงคิดถึงความหลังอยู่ และไม่คิดว่านางวันทองจะตัดได้ลง แล้วพอไปแล้วก็ไปอยู่กับขุนช้างได้ โดยไม่คิดถึงความหลังเลย
    "สำคัญจิตว่าจะคิดอยู่บ้างเล่า    ไม่ทันรู้ว่าเจ้าจะสิ้นอย่าง
    ตัดปลียังมีอาลัยยาง      เจ้านี้จางจืดแล้วก็ลืมไป
    เมื่อแรกเชื่อว่าเนื้อทับทิมแท้      มาแปรเป็นพลอยหุงไปเสียได้
    กาลวงว่าหงส์ให้ปลงใจ     ด้วยมิได้ดูหงอนแต่ก่อนมา
    คิดว่าหงส์เราจึงหลงด้วยลายย้อม     ช่างแปลงปลอมท่วงทีดีหนักหนา
    ดังรักถิ่นมุจลินท์ไม่คลาดคลา      ครั้นลับตาฝูงหงส์ก็ลงโคลน
    โสมมมอมเคล้าแต่เน่าชั่ว     เจ้าถอดหัวเปลี่ยนได้ดังเล่นโขน "
    ขุนแผนเมื่อตัดพ้อนางวันทองแล้วก็กลับไปยังกาญจนบุรี
    ขุนช้างพานางวันทองไปอยู่บ้านเดิม
    ฝ่ายขุนช้างเมื่อขุนแผนไปแล้ว ก็ยังอยู่กับนางศรีประจันจนเดือนกว่าก็ลาแม่ยายไปบ้าน โดยอ้างว่ามาจากบ้านนานแล้ว จะกลับไปดูช้างม้าเงินทองจะสูญหายไม่มีคนดูแล แล้วขุนช้างและนางวันทองก็กลับไปอยู่ที่บ้านขุนช้างมีความสุข
     
    มีเจ้าขรัวสุโขทัย ได้ทำเงินในคลังหายไปสิบห้าชั่ง กลัวจะติดคุก ทำให้กลุ่มอกกลุ้มใจมาก คิดจะเอาลูกสาวชื่อ นางแก้วกิริยา ไปขายฝากไว้กับลูกของเพื่อนชื่อขุนช้าง เพื่อเอาเงินมาคืนคลังให้ครบ เมื่อปรึกษากับลูกสาวแล้ว เจ้าขรัวก็พาลูกสาวไปหาขุนช้าง เพื่อฝากนางแก้วกิริยาให้รับใช้ โดยขอยืมเงินไปสิบห้าชั่ง และจะเขียนกรมธรรม์ไว้ต่อขุนช้าง ขุนช้างบอกไม่ต้องทำกรมธรรม์ เพราะเหมือนพี่เหมือนน้องกัน เมื่อได้เงินแล้วเจ้าขรัวจึงสั่งสอนนางแก้วกิริยาให้ทำตัวให้ดี อีกสามเดือนจะกลับมารับ
    ขุนแผนต้องพรากลาวทอง
    ขุนช้างขุนแผนมาฝึกหัดราชการ
    ฝ่ายพระพันวษาได้ถามจมื่นศรีถึงขุนแผนว่า ขุนแผนนั้นเป็นคนหนุ่มที่กล้าหาญ ตั้งแต่ตีแดนเมืองลาวได้ ก็ให้ไปอยู่ชายแดน ไม่เคยมารับราชการในวังเลย หากนานไปการงานในวังก็จะทำไม่ได้ แล้วญาติก็ไม่มี จึงขอฝากให้จมื่นดูแลฝึกหัดขุนแผนไว้ด้วย นอกจากนั้นยังมีขุนช้างได้เคยรับปากกับพ่อของขุนช้างไว้ ก็ให้ช่วยดูแลด้วย แล้วได้ให้ทหารไปตามทั้งขุนช้างและขุนแผนเข้ามาในวัง
    จมื่นศรีได้รับสั่งแล้ว จึงให้เจ้ากรมจัดตำรวจไปบอกกับขุนแผนที่เขาชนไก่ว่า พระพันวษาให้มาหาในวังเพื่อฝึกสอนราชการ
    ขุนแผนได้ลานางทองประศรี นางทองประศรีดีใจมาก บอกให้ขุนแผนอดทนฝึกราชการให้ดี ส่วนนางลาวทองจะดูแลไว้ให้ หากวันข้างหน้าได้ยศฐาบรรดาศักดิ์ ก็จะเหมือนกับแทนคุณขุนไกรผู้บิดา แล้วสั่งสอนขุนแผนถึงวุฒิสี่ประการ อันได้แก่ ชาติวุฒิ คุณวุฒิ วัยวุฒิ และปัญญาวุฒิ พร้อมทั้งสอนเรื่องราชสวัสดีสิบประการ
    ฝ่ายขุนแผนเมื่อรับพรของนางทองประศรีแล้ว ก็มาหานางลาวทอง แล้วบอกว่า การไปครั้งนี้ไปราชการไม่ได้ทิ้งขว้าง ว่างเมื่อใดก็จะมาหา
    รุ่งขึ้นขุนแผนและตำรวจวังก็เดินทางมาที่บ้านขุนช้างที่สุพรรณบุรี แจ้งให้ขุนช้างทราบว่า มีรับสั่งให้หา ด้วยบิดาเคยถวายตัวไว้ ตอนนี้จะให้ไปฝึกหัดราชการ ขุนช้างจึงสั่งเสียนางวันทอง แล้วตามขุนแผนกับตำรวจไปที่อยุธยา
    จมื่นศรีก็ได้ฝึกหัดราชการต่าง ๆ ให้ทั้งขุนแผนและขุนช้าง ขุนแผนนั้นเป็นคนสอนง่ายและเข้าใจง่าย ส่วนขุนช้างเข้าใจยาก มหาดเล็กตั้งฉายาขุนช้างว่า ขุนเถน เมื่อฝึกหัดจนเข้าใจแล้ว ทั้งขุนช้างและขุนแผนก็เข้าไปอยู่เวรร่วมกัน และได้เพื่อนอีกสองคนคือ ขุนเพชร กับขุนรามอินทรา
    ฝ่ายนางลาวทองนั้นได้อยู่กับนางทองประศรี เกิดล้มป่วยเป็นไข้หนัก นางทองประศรีหาหมอมารักษากี่คนก็ไม่หาย จึงส่งบ่าวไปแจ้งให้ขุนแผนรู้ ขุนแผนรู้ข่าวก็ดูฤกษ์ยามแล้วเห็นว่า จะไม่ถึงตาย แต่จะไม่สบายใจเท่านั้น
    ".........    ดูในฤกษ์ยามตามนาที
    วันเสาร์ข้างเช้าเป็นยามจันทร์   ไข้นั้นหนักเจียนจะเป็นผี
    แต่ยามจันทร์ท่านทายว่าคลายดี   ผู้มาบอกนั่งที่ก็ไม่ร้าย
    ผิดทั้งหลาวเหล็กราหูจร   อยู่ข้างต้นศรว่าพลันหาย
    ฤกษ์ยามตามตำราว่าไม่ตาย   แต่แก้วตาจะกระวายกระวนใจ..."
    ขุนแผนฝากเวรขุนช้าง
    ฝ่ายขุนแผนก็คิดจะไปเยี่ยมนางลาวทอง แต่เกิดติดเวร จึงฝากเวรกับขุนช้างไว้ ขุนช้างก็บอกว่าจะทำแทนให้ ขุนแผนได้เดินทางไปบ้านที่เขาชนไก่ ดูแลรักษานางลาวทองจนหาย และคิดว่าจะกลับไปอยุธยาในวันรุ่งขึ้น โดยไม่ได้คิดว่าจะมีเหตุเพทภัยเกิดขึ้น
    ฝ่ายพระพันวษานั้น เมื่อเสด็จออกประทับที่ฝ่ายหน้า แล้วมองไม่เห็นขุนแผน จึงตรัสถามขึ้น ขุนช้างจึงคิดจะแก้แค้นขุนแผนให้ตาย เพื่อวันข้างหน้าขุนแผนจะได้ไม่แย่งนางพิมไปจากตน ก็ทูลว่าขุนแผนนั้นบ่นคิดถึงเมียทุกวัน เมื่อวานนี้ก็บอกว่าจะไปบ้าน ตนได้ทัดทานแล้วก็ไม่ฟัง กลับข่มขู่ดุด่าตน พอตอนดึกประมาณยามสามก็ปีนข้ามกำแพงวังไป คิดว่าน่าจะไปหาเมีย

    • Update : 18/5/2554
    © Copyright 2011 www.watnongmuang.com All rights reserved 999arch